กรมสรรพากร สุรินทร์ โต้ !! ไม่มีนโยบายจัดเก็บภาษีวัด หรือหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับคนทำบุญตามข่าวลือที่ปล่อยออกไป


กรมสรรพากร สุรินทร์ โต้ !! ไม่มีนโยบายจัดเก็บภาษีวัด หรือหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับคนทำบุญตามข่าวลือที่ปล่อยออกไป






จากกรณีกรณีที่มีการนำหนังสือเวียนของสำนักงานสรรพากรพื้นที่สุรินทร์ และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสุรินทร์ เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ พร้อมข้อความระบุว่า “หลุด! จากสรรพากรสุรินทร์ เข้าไปทำระบบจัดเก็บภาษีวัดเรียบร้อย ย้ำว่าภาษีวัด ไม่ใช่พระนะ! ใครจะทำบุญตอนนี้ก็จะมีภาษี ณ ที่จ่ายด้วย”

จากนั้นกรมสรรพากรขอเรียนชี้แจงว่า “กรมสรรพากรไม่มีนโยบายจัดเก็บภาษีจากวัดหรือศาสนสถานแต่อย่างใด รวมทั้งผู้ที่บริจาคก็ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ที่กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการพัฒนาขึ้นมานั้น เป็นระบบที่มีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริจาคเงินให้ กับศาสนสถาน โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานการบริจาค ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินคืนภาษีได้อย่างรวดเร็วขึ้นเท่านั้น และไม่เกี่ยวข้องกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด”



และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560 นายสุรชัย ตั้งจิตเพียรโชค สรรพากรพื้นที่สุรินทร์ ลงนามในหนังสือเวียนแจ้งเจ้าอาวาสวัดทุกวัดในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เรื่อง ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์และการหัก ณ ที่จ่ายของวัด ซึ่งทางรัฐบาลได้กำหนดนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” และมีข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีใน    คราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 โดยได้กำหนดให้ทุกส่วนราชการปรับปรุงการให้บริการให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยกรมสรรพากรได้ปรับปรุงการให้บริการด้านการรับบริจาคของสถานศึกษา วัดวาอาราม ตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐให้เป็นระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์

ดังนั้น สำนักงานสรรพากรพื้นที่สุรินทร์ จึงขอส่งเอกสารประชาสัมพันธ์ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สุรินทร์ เรื่องระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์และการหักภาษี ณ ที่จ่าย มาเพื่อโปรดทราบ ปรากฏว่ามีการนำหนังสือเวียนของสรรพากรพื้นที่สุรินทร์ พร้อมบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีเลขที่ 0994001072493 ของวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสุรินทร์ มาเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้กรมสรรพากรต้องออกแถลงข่าวชี้แจง ยืนยันไม่มีนโยบายเก็บภาษีวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ e-Donation เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่บริจาคเงิน ไม่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด

วันนี้(29 ต.ค.60) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่วัดสว่างอารมณ์ ต.ปราสาททนง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ที่ตกเป็นข่าวนั้น ซึ่งมีพระปลัดวัชระ วชิรญาโณ เป็นเจ้าอาวาสวัด แต่ไม่พบเจ้าอาวาส พบแต่ผู้ดูแลวัด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามทราบว่าเจ้าอาวาสได้เดินทางไปสอบที่ต่างจังหวัด และในเรื่องดังกล่าวทราบแต่เพียงว่าเรื่องการเก็บภาษีวัดนั้น มีมาได้ประมาณ 1-2 ปีแล้ว พึ่งจะเริ่มจริงจังก็ประมาณิ 2-3 เดือน  คือทางวัดนั้นต้องไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะสียภาษีให้กับสรรพากร 3% ต่อการก่อสร้างหรือซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ภายในวัดจะต้องเข้าระบบ ส่วนที่ว่าต้องมีเครื่องเข้าระบบนั้น คือทางวัดต้องไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและต้องไปเสียภาษีที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่เท่านั้น

พระปลัดวัชระ วชิรญาโณ เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ กล่าวว่า กรมสรรพากรนั้น ตั้งให้วัดเป็นสถานที่นิติบุคคลเหมือนกับโรงเรียนที่ต้องขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษี ทางกรมสรรพากรได้ทำหนังสือเวียนไปยังทุกวัด วัดไหนที่มีการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ต้องไปเปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย เพื่อเป็นผู้เสียภาษีให้โดยถูกต้อง โดยมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการออกหนังสือ ประชาสัมพันธ์ให้ทุกวัดได้รับทราบเรื่องการเสียภาษีตามที่กรมสรรพากรได้กำหนดมาให้



ด้าน นายสุรชัย ตั้งจิตเพียรโชค สรรพากรพื้นที่สุรินทร์ กล่าวว่า สำนักงานสรรพากรจังหวัดสุรินทร์ ขอชี้แจงปัญหาในเรื่องของการบริจาค ประเด็นที่ 1 วัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แต่ไม่เข้าข่ายคณะนิติบุคคลตามมาตรา 39 ตามประมวลรัชฏากร วัดจึงไม่มีหน้าที่ในการเสียภาษี  ประเด็นที่ 2 การบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาจะต้องเสียภาษีหรือไม่ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาในการบริจาค ให้กับวัดไม่มีหน้าที่เสียภาษี แต่มีสิทธิที่จะนำเอกสารหลักฐานจากระบบ ไปยื่นหักลดหย่อนภาษีได้  ในอนาคตประเทศไทย 4.0  วัดจะต้องแสดง หรือจัดทำหลักฐาน ตามระบบที่จะมีการกำหนดขึ้นในอนาคต  โดยไม่จำเป็นต้องออกใบโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงิน ให้กับผู้บริจาค เว้นแต่ผู้บริจาคจะร้องขอ  ประเด็นที่ 3 กรณีที่วัดจ้างผู้ประกอบการมาก่อสร้าง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล วัดต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากผู้มารับเหมาก่อสร้าง

สรุปก็คือวัดไม่มีหน้าที่เสียภาษี ณ ที่จ่าย บุคคลที่มีจิตศรัทธาบริจาคก็ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่สามารถนำเอาเอกสารหลักฐานไปหักลดหย่อนภาษีได้ โดยในอนาคตอาจจะไม่ต้องขอเอกสารหลักฐาน แต่วัดจะต้องทำบันทึกข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี ม.ค.2561 ซึ่งกรมสรรพกรจะมีการชี้แจงให้ทราบต่อไป

Cr. ​ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว/สุรินทร์

สุโสมณี พานทอง คือ 34 และเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมครอบครัว เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี 2554 เธอเป็นเจ้าของและดำเนินงานด้านการปฏิบัติของเธอเองและช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชนบ้านเกิดของเธอ เธอแต่งงานโดยไม่มีลูก แต่สนุกกับการใช้เวลาให้กับเมืองของเธอในฐานะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ได้รับการเลือกตั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Food Blog Theme by OlympusThemes.