เครือข่ายผู้พิการ โวยรีดภาษีมิชอบ จ่อยื่นนายกฯ ขอความเป็นธรรม




9 ก.พ.61 – นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (ขสช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์สปริง นิวส์ ช่อง 19 ถึงกรณีนำตัวแทนองค์กร และบุคคลที่ดำเนินโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กว่า 30 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีสรรพกรพื้นที่ มีหนังสือเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอย่างไม่เป็นธรรม ว่า ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยมีหนังสือสั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในกรณีนี้เป็นการด่วน และมีข้อยุติไปนานแล้ว แต่กรมสรรพากรยังส่งหนังสือให้เครือข่ายทุก 3 เดือน ซึ่งขณะนี้มีผู้ที่รับทุนสนับสนุนจาก สสส. กว่า 5,000 โครงการ มีประมาณ 300 โครงการ ที่กำลังได้รับความเดือนร้อน เนื่องจากสรรพากรเขต มีหนังสือให้ไปเสียภาษีย้อนหลัง พร้อมจ่ายค่าปรับ 6 เท่า

 

 



“เครือข่ายฯยืนยันว่าเราเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย แต่กำลังถูกบิดเบือนให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นคนเลี่ยงภาษี จากการตีความที่ไม่เป็นธรรมของสรรพากร ให้เป็น “สัญญาจ้างทำของ เหมือนธุรกิจ เป็นการค้าขาย มีกำไร เพื่อจัดเก็บภาษีย้อนหลัง โดยคิดจากเงินโครงการที่ได้รับทั้งหมด ไม่ใช่เก็บภาษีเฉพาะเงินค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอย่างที่เป็นมา รวมทั้ง ต้องนำไปตีตราสาร และเสียค่าตีตราสาร 1 – 2% และหากได้รับทุนสนับสนุนเกินปีละ 8 ล้านบาท จะต้องเสีย Vat 7% ด้วย ซึ่งการตีความลักษณะนี้ แสดงว่าสรรพากรไม่เข้าใจบทบาทการทำงานของ สสส.และภาคี ซึ่งก่อนหน้านี้ พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และในฐานประธาน สสส. ได้ทำจดหมายชี้แจงถึงกรมสรรพากรไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่ากรมรรพากรได้นำมาพิจารณาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมากรมสรรพากรไม่ได้ทำจดหมายตอบกลับมาแต่อย่างใด ยังมีการส่งหนังสือเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่อเนื่องทุก 3 เดือน”

 

 



นายคำรณ กล่าวว่า หากยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว หลังจากนี้เครือข่ายฯเตรียมจะไปร้องศาลปกครองและดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และเตรียมร้องเรียนนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

 

“ที่มาของเรื่องนี้ เกิดจากสมัยนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เคยทำข้อเสนอแนะให้กรมสรรพากร เรียกเก็บภาษีผู้ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งกรมสรรพากรมักนำข้อเสนอแนะดังกล่าวมากล่าวอ้าง ทั้งที่ปกติการรับทุนจาก สสส.จะแยกส่วนของเงินค่าบริหารโครงการ ซึ่งเป็นค่าจ้างบุคลากร และมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายโครงการเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องใช้ตามแผนงาน”