“นิพิฏฐ์” เตือนสติสังคม อย่าเพิ่งฟันธงคดี “น้องณิชา”




นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์สปริง นิวส์ ช่อง 19 ถึงกรณี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกขโมยบัตรประจำตัวประชาชนไปใช้เปิดบัญชีกับสถาบันการเงิน 7 แห่ง จนต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเงินผู้เสียหาย ว่า ตนไม่ได้เฉพาะเจาะจงคดีน.ส.ณิชา เท่านั้น แต่มีข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งที่ต่างจากที่สังคมเข้าใจ

 

ทั้งนี้ ตนเคยทำคดีในลักษณะนี้ เจ้าของบัตรเจตนาทุจริต ไปแจ้งหายไว้ก่อนทั้งที่บัตรไม่หาย ต่อมาก็เอาบัตรนั้นจ้างคนอื่นให้ไปเปิดบัญชีธนาคาร หรือบางทีเจ้าของบัตรก็ไปเปิดบัญชีเอง โดยพยายามปิดบังใบหน้า หรือหลบมุมกล้องในธนาคาร เมื่อมีปัญหาก็อ้างว่าตนไม่ได้ไปเปิด เพราะแจ้งบัตรหายไว้แล้ว 



“เคสที่ตนเคยเจอ สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเชื่อว่าเจ้าของบัตรถูกแอบอ้างนำบัตรไปเปิดบัญชีจริง แต่ต่อมาเจ้าของบัตรคนนี้ กลับถูกจับในข้อหามียาเสพติด ตนจึงได้ไปสอบถามถึงเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งผู้ต้องหาก็รับสารภาพว่า ตัวเองได้ไปแจ้งบัตรหาย แล้วไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรองรับเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด โดยผู้ต้องหา ระบุว่า ในการเปิดบัญชี เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ที่เข้ามาเปิดบัญชี กับบัตรประชาชน เป็นคนเดียวกันหรือไม่”

 

นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า กรณี น.ส.ณิชา จึงอยากเตือนสติสังคมว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรทั้งหมด ต้องฟังข้อเท็จจริงให้รอบด้านเสียก่อน   



เมื่อถามว่ากรณี น.ส.ณิชา การทำงานของตำรวจมีความเป็นธรรมหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ตำรวจทำถูกต้องแล้ว เพราะตามขั้นตอน พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกไปถึง 2 ครั้งแล้ว แต่ น.ส.ณิชาไม่เข้ามาชี้แจง ทำให้ต้องออกหมายจับ ซึ่งในการออกหมายจับนั้น ออกโดยศาลไม่ใช่พนักงานสอบสวน และเมื่อจับกุมตัวได้แล้ว ก็ต้องนำตัวส่งศาลและฝากขังตามขั้นตอนปกติ

 

“กรณี น.ส.ณิชา มีความผิดพลาดตั้งแต่ น.ส.ณิชา ไม่เข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกแล้ว แม้ว่าต่อมา น.ส.ณิชา จะไปแสดงตัวต่อกองปราบปราม ก็ไม่สามารถช่วยบรรเทาเรื่องหมายจับและการฝังขังได้ ซึ่งพนักงานสอบสอนก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติ”