สิ้นสุดกันที กับปี พ.ศ.๒๕๖๐




 

ผู้เขียน  เปลว สีเงิน

http://www.thaipost.net/?q=node/39944

joei1976

'สิ้นสุดกันที' กับปี พ.ศ.๒๕๖๐

เมื่อ "กองหนุน" นายกฯ หมดไป...............

"กองหลอน" ก็โผล่

โผล่ช็อปปิงที่ลอนดอนบ้าง โผล่ทำกับข้าวโชว์ที่ญี่ปุ่นบ้าง ท่ามกลางกระแสหน่าย "นายกฯ ประยุทธ์"

ที่ "เอาป้อม"...........

มากกว่า "เอาประชาชน"!

ภาพที่ลอนดอน ภาพที่ญี่ปุ่น และภาพที่นครปฐม นายกฯ สันถวะครอบครัวสะสมทรัพย์

เป็นภาพเทศกาล "น้ำค้างเลือกตั้ง" ระบบประยุทธ์พรม แล้วคน-กลไกใน "ระบอบทักษิณ" ก็พลิกฟื้น-คืนชีวา

ประยุทธ์ใช้แผน "แตนต่อบุปผา".............

เที่ยวผสมเกสร หวังเอาคนการเมืองในเครือข่ายระบอบทักษิณมาต่อตีน สู่ความเป็น "นายกฯ รัฐบาลเลือกตั้ง" งั้นหรือ?

ถ้าอย่างนั้นจริง.............

การไปสุพรรณฯ ก็ดี ไปสุโขทัยก็ดี ตีเอาชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย "แนวร่วมระบอบทักษิณ" มาเป็นเมืองขึ้นได้แล้ว

แบบนั้น........

ในยุทธจักร ไม่มีใครเทียบชั้นนายกฯ ประยุทธ์แล้วล่ะ!?

"ยิ่งลักษณ์" ยังต้องใช้เวลาตั้ง ๔๙ วัน กว่าจะได้เป็นนายกฯ รัฐบาลเลือกตั้ง

แต่ประยุทธ์ "ว่าที่ในตำแหน่ง นายกฯ รัฐบาลเลือกตั้ง"

ตั้งแต่ยังไม่รู้เลือกตั้ง วันไหน-เดือนไหน-ปีไหน

และ "ชาติไหน"?

นี่ โลกสมมุติเป็นอย่างนี้ แต่ในโลกเป็นจริง ตราบใดที่นายกฯ นับวันจมลง ด้วยลูกตุ้มพี่ใหญ่ถ่วง

แผนไหนๆ ก็ดันก้นประยุทธ์ให้ใหญ่ต่อได้ยาก!

จริงในลวง และลวงในเท็จ ประยุทธ์ไม่ใช่ศัตรูการเมืองของเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์

ในทางกลับกัน นายกฯ ประยุทธ์นี่แหละ มีคุณูปการยิ่งใหญ่ ทำให้ ๒ พรรค ที่เคยอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

หันหน้ามา "บาทาสามัคคี" กันได้

อัดรัฐบาล คสช. "เด้งหน้า-เด้งหลัง" ในเมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองต้องกัน

ประชาธิปัตย์ "ออกตัวแรง" ระดับสี่..........

อดีตนายกฯ "อภิสิทธิ์" "เก่งพูด-เก่งโวหาร" กอดหลักการ อัดประยุทธ์วันละ ๓ เวลา

จนเพื่อไทยรู้สึก "เต็มตื้น"..........

ให้ประชาธิปัตย์ที่เชิญรัฐบาล คสช.มาเอง ทำหน้าที่ไล่ออกไปเอง แล้วตัวเอง "ขึ้นภูดูแมวกัดเสือ" สบายยยยยยใจ!

ยืมมือ "ศัตรูฆ่าศัตรู" ดูยังไงก็ไม่เบื่อ แบบนี้แม้วต้องโชว์แกงเนื้อจากญี่ปุ่นฉลอง

 



ประชาธิปัตย์ อันดับ ๒ ห่างๆ แนวโน้ม "แตกเป็น ๒ ก๊ก"

แถมก๊กใหญ่ยังไปต่อยตีจนแตกกับรัฐบาลที่จะมาเป็นพรรคใหม่ในสนาม

นั่นเท่ากับ "กระจายลูกแดง" ให้เพื่อไทย "เลือกเก็บ-เลือกตบ" สะสมแต้ม ชนิดไม่ต้องแทงเขย่ง แทงไซด์

เผลอๆ "ไม้เดียวหมดโต๊ะ".........

หมดในบรรยากาศ "หมั่นไส้อภิสิทธิ์-อิดหนาระอาใจประยุทธ์" นั่นแหละ!

แต่เท่าที่สังเกต สังคมรังเกียจบิ๊กป้อม "คนนาฬิกาสวย" มากขึ้นเท่าไหร่ นายกฯ ประยุทธ์ ยิ่งทูนเทิดบิ๊กป้อมมากขึ้นเท่านั้น

ท้าทายงั้นหรือ?

ผมไม่ทราบ.........

ทราบแต่ว่า เมื่อถึงกาลอันควร นายกฯ นำ ครม. คสช. ตำรวจ-ทหาร เข้ากราบอวยพร-ขอพรป๋าเปรม "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์"

"ถูกต้อง-เหมาะสม" ยิ่ง

เพราะประจักษ์ชัดแล้วว่าป๋าเปรม ทั้งตอนเป็นทหารและเป็นนายกฯ ได้สร้างคุณูปการให้สังคมชาติมากมาย

เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติ เกียรติสมบัติ เป็นรัตตัญญูชน อยู่ในสถานะรัฐบุรุษและประธานองคมนตรี

แต่ผมไม่เห็นความเหมาะสมเลย............

ที่ "รองนายกฯ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" และ "รัฐมนตรีกลาโหม" อีกตำแหน่ง

เข้าไปตั้ง "มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด" อยู่ในค่ายทหารที่ "กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์" (ร.๑ รอ.)

และเปิดให้ คณะรัฐมนตรี ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ เข้าร่วมอวยพร และรับพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

ใครอวยพรปีใหม่ใคร ไม่มีใครว่า.........

แต่การใช้ค่ายทหารประหนึ่ง "บ้านตัวเอง" แสดงบารมี ให้ ครม. ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ เข้าอวยพร

เหมือนนายกฯ นำ ครม. ทหาร ตำรวจ เข้าขอพรป๋าเปรม นั้น

เป็นบารมีที่เกิดขึ้นเอง.......

หรือ "ทาบบารมี?"

ใครรู้ ช่วยอธิบาย และช่วยบอกทีว่า ถูกต้อง-เหมาะสม หรือไม่?

ยิ่งนายกฯ ผู้นำฝ่ายบริหาร ต้องไปอวยพร "รองนายกฯ" ซึ่งเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" ให้ปรากฏต่อสาธารณะ

ทำกันภายใน ในสถานที่ส่วนตัว เป็นการส่วนตัว ด้วยเคารพนับถือกันส่วนตัว

ถือว่ากตัญญู-กตเวที ไม่มีใครว่า!

แต่การเปิดค่ายทหาร อันค่าควรยังไม่ถึงขั้น แถมมิใช่บ้านตน และมิใช่สถานที่ เพื่อสาธารณชนใช้ เช่นนี้

บอกได้หรือไม่ว่า.......

พลเอกประวิตรมีคุณูปการอะไรต่อกองทัพ-ต่อประเทศชาติ อันนายทหารอื่นๆ ไม่มี หรือมี ก็ไม่เทียมเท่า

จึงสามารถใช้ค่ายทหารเหมือน "บ้านตัวเอง" เป็นพิเศษ ดังที่พลเอกประวิตรกระทำ?

แต่ "นายทหารอื่น" เขาไม่ทำกัน!

จะส่งสัญญาณต่อสังคมหรืออย่างไรว่า....รู้กันไว้ซะมั่ง ใครใหญ่ ใครตัวจริง ในรัฐบาล คสช.นี้?

ถ้าไม่ใหญ่จริง .........

แค่ระดับ "รองนายกฯ-รมว.กห." จะเปิดค่ายทหาร ให้ทั้ง ครม. ทั้งตำรวจ-ทหาร-พ่อค้า มาซูฮก-ยกพาน อย่างนี้ไม่ได้หรอก

นายกฯ ยังต้องมาคารวะเลย เห็นมั้ย?

ผมไม่ใช่คนคิดมาก แต่เห็นจากข่าวโทรทัศน์เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาแล้ว ทำให้ต้องคิด

คิด "ด้านความเหมาะสม" กับสถานภาพแห่งบุคคล

อันที่จริง ไม่ใช่ปีแรก.......

ปีก่อนๆ พลเอกประวิตร ก็ใช้ค่ายทหารแสดงบารมีให้เห็น ด้วยแถวนายตำรวจ นายทหาร ครม.พ่อค้า ที่เข้าอวยพร

สรุปแล้ว รัฐบาลนี้ พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ น่ะใช่

แต่คนเป็น "นายรัฐบาล" คือพลเอกประวิตร

แล้วอย่างนี้ ตอนเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อ ๒๒ พฤษภา ๕๗

พลเอกประยุทธ์ทำเอง.........

หรือพลเอกประยุทธ์ "ร่างทรง" พลเอกประวิตรทำ?

 



ครับ....วันนี้

วันเสาร์ที่ ๓๐ ธันวาคม การพูดคุยกับท่านวันนี้ เป็นการคุยสุดท้ายของปี ๒๕๖๐

ไม่ต้องถามนะครับว่า เป็นอย่างไร ในรอบปีที่กำลังจะผ่าน?

เพราะไม่รู้จะถามทำไม ในเมื่อท่านกับผม ก็ขึ้นช้าง-ลงม้ามาด้วยกันตลอดทุกวันที่ผ่าน

บอกได้เพียงว่า ผมปรารถนาให้รัฐบาล คสช.และพลเอกประยุทธ์ ได้อยู่ทำงานตามรากฐานที่เริ่มไว้ให้เป็นรูป-เป็นร่างมากกว่านี้

เลือกตั้ง "ช้า-เร็ว" ไม่มีผล + - ต่อสังคมเท่า รัฐบาล คสช.ทำงานช้า-เร็ว

ฟังชาวบ้าน เคารพชาวบ้าน ให้มากกว่าฟัง "คนไม่กี่คน" ข้างๆ ตัว

อยากอุ้มใคร ก็อุ้มไป แต่ถ้าเกิดภาวะ "เตี้ยอุ้มค่อม" ล้มคว่ำคะมำหงายลงไปละก็

โปรดตระหนัก.........

ท่านเจ็บน่ะ ไม่ตายหรอก ประเทศชาติน่ะซี จะตาย!

เพราะการที่ชาติบ้านเมือง ต้องเปลี่ยนผู้นำ-เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ รื้อๆ-เริ่มๆ กันอยู่อย่างนี้

นอกจากงบประมาณที่ลงไปป่นปี้แล้ว ยังเสียโอกาส บ้านเมือง-ผู้คน จะยิ่งสับสนอลหม่าน

ปัญหาทั้งการเมือง-การบ้าน-การเศรษฐกิจ ซึ่งไร้ทิศ-ไร้ทาง จะรุมเร้าหนักขึ้น อาจไปสู่ความเลวร้ายในสถานการณ์โลกที่ยากคาดเดา

พลเอกประยุทธ์ ต้องคิดให้ดี-คิดให้ตก ทุกความสำเร็จของผู้นำชาติ ไม่ใช่อยู่บนกำมะหยี่

หากแต่อยู่ด้วย "ทรยศ-กบฏ-รัก"

เพื่อนไม่อยู่ น้องไม่อยู่ พี่ไม่อยู่ นายไม่อยู่ และสุดท้าย ตัวเองก็ไม่อยู่

แต่บนความไม่อยู่ของพี่น้องผองเพื่อนและตัวเอง นั้น

เพื่อ "ประเทศชาติ-ประชาชน-ราชบัลลังก์" ได้อยู่!

เมื่อ ๒๒ พฤษภา ๕๗

นายกฯ ประยุทธ์ อาจมีความรู้สึกว่า การได้มาซึ่งอำนาจควบคุมประเทศนั้น มันยาก

แต่ถึงวันนี้.......

อาจเกิดความรู้สึกใหม่ว่า "อำนาจควบคุมประเทศ" ไม่ยากเท่าอำนาจ "ควบคุมคน"

โดยเฉพาะ "คนในใจตน"!?

แต่กระนั้น นายกฯ ก็อาจรู้สึกอีกว่า บริหารประเทศ บริหารคน

ยังไม่ยากเท่า "บริหารใจตน" ยามนี้

จงระวัง เปลี่ยนแปลง "ที่คิด" อาจไม่เกิด แต่ที่ไม่ได้คิด และคิดไม่ถึง นั่นแหละ

๒๕๖๑ "แต่ต้นปี" จะมีคำตอบ.

 

เครดิต  ไทยโพสต์

           30 ธ.ค.60