เส้นทางเปลี่ยนผ่าน




โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

https://www.matichon.co.th/news/682297

นี่คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจคนจำนวนมาก แต่ถ้ามองคำถามอย่างพิถีพิถันหน่อย ถึงขจัด คสช.ออกไปได้แล้ว เราก็ยังอาจต้องเผชิญกับระบอบเผด็จการอำนาจนิยมอีกก็ได้ เช่นมีรัฐธรรมนูญที่ไม่มีทางทำให้เกิดระบอบปกครองอื่นใดนอกจากเผด็จการอำนาจนิยม หรือแม้แต่มีรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างเช่นฉบับ 2540 ก็หาได้เป็นหลักประกันว่า ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมจะเกิดขึ้นไม่ได้จากการเลือกตั้งเสรี

ครับ ผมกำลังชวนให้มาช่วยกันคิดถึงการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนผ่านทางรูปแบบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเนื้อหาด้วย ถึงไม่ใช่เนื้อหาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นเนื้อหาที่ให้โอกาสก้าวเดินต่อไปสู่สาระที่แท้จริงของประชาธิปไตยมากขึ้นในอนาคต ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีหลายสังคมมากที่สามารถเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ได้ ในยุโรปตะวันออก, อินโดนีเซีย, แอฟริกาใต้, และอีกหลายในละตินอเมริกา

ที่สำคัญคือไม่เปลี่ยนผ่านอย่างนองเลือด เพราะการต่อสู้กันถึงขั้นนองเลือดมักก่อให้เกิดอุปสรรคที่ข้ามไม่พ้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย เช่น การแก้แค้นและการปราบปรามกลับเป็นเรื่องสำคัญเสียยิ่งกว่าสถาปนาความมั่นคงให้แก่ประชาธิปไตย



แต่เวลานี้ ผมกลับได้ยินคนพูดกันถึง “รอวันระเบิด… แล้วเป็นไงเป็นกัน” มากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็น่าเห็นใจเพราะภายใต้เผด็จการอำนาจนิยม ดูเหมือนประเทศไทยกลายเป็นสังคมไทยที่ไม่มีองค์กรทางสังคมเอาเสียเลย เหลือแต่ปัจเจกบุคคล ที่บางคนเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการด้วยความกล้าหาญและเสียสละ

“ฝ่ายค้าน” คสช.นั้นมีแน่ แต่ไม่มีการจัดองค์กรอย่างเป็นระบบอันเหมาะสมภายใต้สถานการณ์เผด็จการอำนาจนิยม จึงไม่มีพลังในการเคลื่อนไหวได้มากนักเป็นธรรมดา การจัดองค์กรทางสังคมในภาคประชาสังคมมีในเมืองไทยมากกว่าเอ็นจีโอแน่ และมีมาก่อนเอ็นจีโอด้วยซ้ำ เช่น พรรคการเมือง, สมาคมอาชีพ, หอการค้า, สมาคมศิษย์เก่า ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ขององค์กรเหล่านี้ไม่มีบทบาททางการเมือง หรือเลือกจะมีบทบาททางการเมืองที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับรัฐ

(อันที่จริงในช่วงหลังสงครามโลกมาถึงต้นทศวรรษ 2490 หอการค้าไทยเคยพยายามมีบทบาททางการเมืองที่เป็นอิสระจากรัฐเหมือนกัน แต่ก็ยุติลงไม่นานหลังรัฐประหาร 2490)

ปราศจากการจัดองค์กรทางสังคมเช่นนี้ การต่อสู้ต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยมในเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จทุกครั้ง จึงเป็นความพร้อมใจกันของปัจเจกบุคคลจำนวนมาก ออกมาประท้วงบนท้องถนน (“รอวันระเบิด”) ต้องเผชิญการปราบปรามด้วยอาวุธร้ายแรง เกิดความสูญเสียจำนวนมาก เพราะฝ่ายเผด็จการย่อมเชื่อว่า หากสามารถขจัดปัจเจกบุคคลเหล่านี้ออกไปได้ การต่อสู้ต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยมย่อมสลายไปเอง ไม่ต้องห่วงว่าองค์กรยังอยู่

ยิ่งกว่านี้ ชัยชนะของมวลชนบนท้องถนน ไม่นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงยั่งยืนได้สักครั้งเดียว เป็นธรรมดาที่ฝูงชนจำนวนมากย่อมไม่มีแผนการสำหรับการเมืองในอนาคตที่กระจ่างชัดรัดกุม

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาองค์กรทางสังคมที่อ่อนแอทางการเมืองของไทยนี้ องค์กรที่น่าจะทำความผิดหวังที่สุดคงจะเป็นพรรคการเมือง เพราะเป็นองค์กรที่สร้างขึ้นเพื่อกิจกรรมทางการเมืองโดยตรง เหตุใดจึงพร้อมจะยุติบทบาทของตนลงทันทีที่คณะรัฐประหารสั่งให้หยุด

หากกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองพึงทำได้เฉพาะในรัฐสภาเท่านั้น พรรคการเมืองก็เป็นเพียงผู้รับเหมาของระบอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น นายจ้างหยุดจ่ายเงิน ก็เก็บของกลับบ้าน แท้จริงแล้วกิจกรรมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่อยู่นอกรัฐสภา นโยบายควรก่อรูปขึ้นจากความเห็นอันหลากหลายของผู้คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หรือไม่แม้แต่สนับสนุนพรรคด้วยซ้ำ แม้เมื่อนโยบายได้ก่อรูปขึ้นแล้ว พรรคการเมืองยังจำเป็นต้อง “หาเสียง” ให้แก่นโยบายนั้น รวมทั้งฟังข้อท้วงติงและเรียนรู้ปัญหาจากสภาพจริง เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงนโยบาย

ทั้งนี้ยังไม่พูดถึง ส.ส.ว่าเป็น “ตัวแทน” ของประชาชน จะเป็น “ตัวแทน” ได้อย่างไร หากไม่รู้จักและเข้าใจประชาชน ทั้งในเขตเลือกตั้งของตนและประชาชนโดยทั่วไป และจะรู้จักเข้าใจได้อย่างไร หากไม่มีกิจกรรมร่วมกับคนในสังคมอย่างสม่ำเสมอ

เพียงด้วยคำสั่งห้ามมีกิจกรรมทางการเมือง พรรคการเมืองก็พร้อมจะยุติงานทุกอย่างลง แม้แต่ประชุมพรรคเพื่อวางแผนการเคลื่อนไหว ก็ไม่ทำ หากพรรคการเมืองไม่มีทางประชุมพรรคด้วยวิธีอื่นมากไปกว่าเรียกทุกคนเข้าห้องประชุม ก็แสดงว่าพรรคการเมืองไทยอับจนช่องทางการสื่อสารภายในเสียจนไม่น่าจะทำอะไรได้มากไปกว่าไปนั่งในสภา และยกมือตามนัดหมายให้พร้อมเพรียง



 

ในการต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยมนั้น ไม่แต่เพียงต้องสื่อสารติดต่อกันในพรรคให้ได้เท่านั้น (อย่าลืมว่าเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเครื่องมือสื่อสาร) ยังต้องสื่อสารติดต่อกับทุกฝ่ายในสังคมที่พร้อมจะต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยมเหมือนกัน รวมทั้งพรรคการเมืองที่เคยเป็นปรปักษ์ในรัฐสภาด้วย

ในสังคมที่ขาดองค์กรทางสังคมที่เข้มแข็งทางการเมืองเช่นไทย พรรคการเมืองต้องเป็นแกนนำ สมานทุกฝ่ายที่เห็นภยันตรายของเผด็จการอำนาจนิยมต่อบ้านเมือง มาร่วมกันเคลื่อนไหวกดดันให้เผด็จการอำนาจนิยมต้องยอมสละอำนาจออกไปโดยดี

มากกว่าการคัดค้านต่อต้าน คือการเสนอทางเลือกเชิงนโยบาย เช่นในการจัดระเบียบสังคม จะแบ่งปันทรัพยากรทางเท้าระหว่างผู้ค้ากับประชาชนทั่วไปอย่างไร จึงจะเป็นไปได้และไม่เกิดผลร้ายแก่เศรษฐกิจ-สังคมไทย จะทวงคืนผืนป่าอย่างไร จึงจะได้ทั้งป่าและโอกาสทำมาหากินของผู้คนกลับคืนมา จะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างไร โดยไม่ต้องสร้าง “เหยื่อ” ขึ้นจำนวนมากจากคนเล็กๆ ฯลฯ

ยิ่งเสนอทางเลือกที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า เป็นไปได้มากกว่าให้มาก ก็ยิ่งทำให้คนทั่วไปมองเห็นถนัดขึ้นว่า พวกนั้นทำไม่เป็น จนขาดความชอบธรรมมากขึ้นไปอีก

นี่คือฐานทางการเมืองของพรรค สักวันหนึ่งเมื่อระบอบประชาธิปไตยโดยเนื้อหาคืนกลับสู่บ้านเมือง ผู้คนย่อมพากันลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองที่มีนโยบายซึ่งตนเห็นชอบมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่ลงคะแนนให้เพียงเพื่อหนีแมลงสาบ

การสิ้นสุดของระบอบเผด็จการอำนาจนิยม จะไม่นำไปสู่ความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้อกันอีกได้ ก็ต่อเมื่อ “ฝ่ายค้าน” เป็นมากกว่าปัจเจกบุคคลจำนวนมาก แต่เป็นองค์กรทางสังคมและการเมืองซึ่งเกิดขึ้นเพื่อนำการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างสงบ และในการนี้ ผมคิดว่าในกรณีของไทย มีเงื่อนไขที่จำเป็นอยู่ 5 ประการ

1.องค์กรดังกล่าวต้องเป็นสะพานเชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากันให้ได้จริงๆ ไม่เฉพาะแต่ฝ่ายที่ต่อต้านเผด็จการอยู่แล้วเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงบุคคลและองค์กรที่มีส่วนร่วมในการนำระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเข้ามาด้วย ฉะนั้นจึงต้องพร้อมจะมองข้ามอดีต

คำขวัญของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ว่ามุ่งแก้ไข ไม่มุ่งแก้แค้นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่นั่นต้องไม่ใช่การนิรโทษเหมาเข่ง การแก้ไขที่สำคัญและต้องทำให้ได้ก็คือ ลูกหลานไทยในวันข้างหน้าต้องไม่ถูกยิงทิ้งอยู่ข้างถนนอีก จุดมุ่งหมายไม่ใช่เอาคนผิดเข้าคุกเท่ากับทำให้สังคมไทยโดยรวมเห็นว่า การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องทำไม่ได้ในเมืองไทย การเอาคนผิดติดคุกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้สังคมโดยรวมมองเห็นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่วิธีเดียว และอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดด้วย องค์กรที่เป็น “ฝ่ายค้าน” ต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี มองการเรียนรู้ของสังคมเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่มองการลงโทษคนผิดทางกฎหมายเป็นเป้าหมาย

นอกจากเป็นสะพานเชื่อมกับทุกฝ่ายแล้ว ควรพยายามเชื่อมกับคนในกองทัพและผู้ที่เผด็จการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ด้วย อดีตนายพลบางคนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การกระทำของกองทัพในปัจจุบันทำให้กองทัพเสื่อมเสียเกียรติภูมิ และความไว้วางใจจากประชาชน อย่าคิดว่าความคิดเช่นนี้มีได้เฉพาะกับนายพลเกษียณเท่านั้น กองทัพใหญ่เกินกว่าจะสร้างความเห็นทางการเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ สืบค้นให้พบทหารที่ไม่นิยมการรัฐประหาร สร้างสายสัมพันธ์ที่ไว้วางใจต่อกัน เช่นเดียวกับนักการเมืองที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆ

2.หากการเคลื่อนไหวขององค์กร “ฝ่ายค้าน” มีประสิทธิภาพจริง เผด็จการอำนาจนิยมจะพบได้เองว่า อำนาจบังคับด้วยความรุนแรงอย่างเดียวไม่อาจทำลาย “ฝ่ายค้าน” ได้ ดังนั้นองค์กร “ฝ่ายค้าน” ควรพร้อมจะเจรจา หากฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยมต้องการ ในระยะแรกอาจเป็นการเจรจาในทางลับ “ฝ่ายค้าน” ต้องพร้อมจะประนีประนอมในจุดที่ไม่เสียหลักการ แต่พร้อมกันไปนั้นก็ไม่ลดแรงกดดันลง

3.เมื่อเผด็จการอำนาจนิยมถูกกดดันจนยอมถอยออกไปโดยดีแล้ว เป็นไปได้ว่าอำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของ “ฝ่ายค้าน” มากขึ้น ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม สิ่งที่ “ฝ่ายค้าน” ต้องสำเหนียกให้ดีก็คือ พวกเขาจะถูกผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมกดดันให้ชำระสะสาง หรือล้างแค้นผู้นำเผด็จการอำนาจนิยมและบริวารตัวหลักๆ “ฝ่ายค้าน” ต้องต้านทานข้อเรียกร้องนี้อย่างสุขุม อย่าเห็นแต่คะแนนเสียงในการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดความไม่สงบต่างๆ ในสังคม จนกระทั่งศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยในหมู่ประชาชนหายไป

4.แต่สิ่งที่ “ฝ่ายค้าน” ควรมุ่งมั่นกระทำอย่างไม่ลดละ คือ การปฏิรูปสองสถาบันที่สำคัญ

หนึ่ง คือ ต้องทำให้กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายพลเรือน ไม่ใช่ไปลดสมรรถนะของกองทัพลง อย่างไรเสียกองทัพก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเป็นระเบียบในระบอบประชาธิปไตย แน่นอน นายพลที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารต้องถูกถอดออกจากการควบคุมกองกำลัง ต้องกล้าเลือกนายพลที่สนับสนุนประชาธิปไตย (ไม่ใช่สนับสนุนนักการเมืองหรือพรรคการเมือง) ขึ้นมาบริหารกองทัพ เรื่องนี้ต้องอดทนและทำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ง่ายเลยที่กองทัพซึ่งเป็นอิสระจากการควบคุมจากภายนอกมานานเท่าอายุของประชาธิปไตยไทย จะยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจภายนอกได้

สอง คือ ต้องทำให้ฝ่ายตุลาการเป็นอิสระที่แท้จริง ในการนี้กระบวนการบริหารตุลาการที่เป็นประชาธิปไตย (เช่นกระบวนการที่ทำให้ต้องรับผิดชอบต่อองค์กรประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง) จะช่วยได้มาก อาจจำเป็นต้องล้วงลึกไปถึงการศึกษาด้านนิติศาสตร์ของไทยด้วย เพื่อทำให้หลักการประชาธิปไตยเป็นบรรทัดฐานหลักในการวินิจฉัยกฎหมาย แทนอำนาจที่ดำรงอยู่โดยไม่เชื่อมโยงกับอธิปไตยของปวงชนชาวไทย

5.หลังจากที่เผด็จการอำนาจนิยมยอมถอยออกไป สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำทันที คือ แก้รัฐธรรมนูญ ด้วยกระบวนการที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามามีส่วนร่วม และต่อรองได้ แม้แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ควรมีสิทธิต่อรอง รัฐธรรมนูญใหม่ควรเป็นรัฐธรรมนูญที่ถึงไม่เป็นที่ถูกใจหมดแก่ทุกฝ่าย แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นที่ไว้วางใจแก่ทุกฝ่าย

เครดิต  กรุงเทพธุรกิจ